Visible spectrum · 380–750 nm

แสง / สี

แสงหนึ่งความยาวคลื่นไม่ได้ “มีสี” อยู่ในตัวเอง มันแค่กระตุ้นเซลล์รูปกรวยในตาเราสามกลุ่มด้วยน้ำหนักต่างกัน หน้าจอกับกระดาษจึงต้องปลอมสีนั้นขึ้นมาคนละวิธี ลองลากแถบสเปกตรัมดูครับ

ห้องทดลอง OPTICS-01
โหมด: SPECTRUM
ลากแถบ · หรือกดลูกศร ← →
580nm
เหลือง
ความถี่517 THz
พลังงานโฟตอน2.14 eV
380 450 495 570 590 620 750
Additive · หน้าจอ

หน้าจอผสมด้วย “แสง”

พิกเซลมีแค่หลอดแดง เขียว น้ำเงิน ไม่มีหลอดสีเหลืองสักดวง สีเหลืองที่เห็นคือแดง+เขียวสว่างพร้อมกันจนตาเราแยกไม่ออก ยิ่งเติมแสง ยิ่งสว่างขึ้นไปหาสีขาว

แดง (Red)255
เขียว (Green)255
น้ำเงิน (Blue)0
ผลลัพธ์
Subtractive · กระดาษ

กระดาษผสมด้วย “หมึก”

กระดาษขาวสะท้อนแสงครบทุกช่วงอยู่แล้ว หมึกทำหน้าที่ดูดบางช่วงทิ้ง หมึกเหลืองไม่ได้เปล่งแสงเหลือง แต่มันดูดช่วงน้ำเงินออก เหลือแดงกับเขียวสะท้อนเข้าตา ยิ่งซ้อนหมึก ยิ่งมืดลงหาสีดำ

ฟ้า (Cyan)0%
ม่วงแดง (Magenta)0%
เหลือง (Yellow)100%
ดำ (Key)0%
บนกระดาษ
0 / 0 / 100 / 0
Retina response · ทำไมต้องเป็น R G B

ตาคุณกำลังตอบสนองแบบนี้

S · สั้น
0%
M · กลาง
0%
L · ยาว
0%

สมองอ่านแค่ “อัตราส่วน” ของสามค่านี้ นี่คือช่องโหว่ที่ทำให้หน้าจอหลอกตาเราได้ด้วยหลอดไฟเพียงสามสี

Non-spectral

สีที่ไม่มีในสเปกตรัม

ลองสไลด์หาสีชมพูหรือม่วงแดงในแถบสเปกตรัมดูครับ — ไม่มี เพราะมันเกิดจากตากระตุ้นปลายสองข้าง (แดง+น้ำเงิน) พร้อมกัน ไม่มีความยาวคลื่นเดียวที่ทำแบบนั้นได้ กดโหมด “ผสมแสงเอง” แล้วดันแดงกับน้ำเงินขึ้นสุดเพื่อลอง

Gamut

ทำไมพิมพ์ออกมาแล้วสีเพี้ยน

ขอบเขตสีที่หมึกทำได้แคบกว่าหน้าจอ สีนีออนสดๆ อย่างฟ้าเรืองแสงหรือเขียวมะนาวจัดจ้าน หมึก CMYK ผสมไม่ถึง เครื่องพิมพ์จึงเลือกสีที่ใกล้ที่สุดแทน ค่าที่เห็นตรงนี้เป็นการแปลงแบบตรงไปตรงมา ยังไม่รวมโปรไฟล์สีของกระดาษจริง

Key = K

K มาจากอะไร

ผสม C+M+Y เต็มร้อยได้แค่ดำโคลนๆ แถมเปลืองหมึกและกระดาษยับ โรงพิมพ์เลยแยกหมึกดำ (Key) ออกมาต่างหาก ค่า K ที่ขยับอยู่ด้านบนคือส่วนที่ระบบดึงออกมาแทนหมึกสามสี