แสงหนึ่งความยาวคลื่นไม่ได้ “มีสี” อยู่ในตัวเอง มันแค่กระตุ้นเซลล์รูปกรวยในตาเราสามกลุ่มด้วยน้ำหนักต่างกัน หน้าจอกับกระดาษจึงต้องปลอมสีนั้นขึ้นมาคนละวิธี ลองลากแถบสเปกตรัมดูครับ
พิกเซลมีแค่หลอดแดง เขียว น้ำเงิน ไม่มีหลอดสีเหลืองสักดวง สีเหลืองที่เห็นคือแดง+เขียวสว่างพร้อมกันจนตาเราแยกไม่ออก ยิ่งเติมแสง ยิ่งสว่างขึ้นไปหาสีขาว
กระดาษขาวสะท้อนแสงครบทุกช่วงอยู่แล้ว หมึกทำหน้าที่ดูดบางช่วงทิ้ง หมึกเหลืองไม่ได้เปล่งแสงเหลือง แต่มันดูดช่วงน้ำเงินออก เหลือแดงกับเขียวสะท้อนเข้าตา ยิ่งซ้อนหมึก ยิ่งมืดลงหาสีดำ
สมองอ่านแค่ “อัตราส่วน” ของสามค่านี้ นี่คือช่องโหว่ที่ทำให้หน้าจอหลอกตาเราได้ด้วยหลอดไฟเพียงสามสี
ลองสไลด์หาสีชมพูหรือม่วงแดงในแถบสเปกตรัมดูครับ — ไม่มี เพราะมันเกิดจากตากระตุ้นปลายสองข้าง (แดง+น้ำเงิน) พร้อมกัน ไม่มีความยาวคลื่นเดียวที่ทำแบบนั้นได้ กดโหมด “ผสมแสงเอง” แล้วดันแดงกับน้ำเงินขึ้นสุดเพื่อลอง
ขอบเขตสีที่หมึกทำได้แคบกว่าหน้าจอ สีนีออนสดๆ อย่างฟ้าเรืองแสงหรือเขียวมะนาวจัดจ้าน หมึก CMYK ผสมไม่ถึง เครื่องพิมพ์จึงเลือกสีที่ใกล้ที่สุดแทน ค่าที่เห็นตรงนี้เป็นการแปลงแบบตรงไปตรงมา ยังไม่รวมโปรไฟล์สีของกระดาษจริง
ผสม C+M+Y เต็มร้อยได้แค่ดำโคลนๆ แถมเปลืองหมึกและกระดาษยับ โรงพิมพ์เลยแยกหมึกดำ (Key) ออกมาต่างหาก ค่า K ที่ขยับอยู่ด้านบนคือส่วนที่ระบบดึงออกมาแทนหมึกสามสี